Oct 01

15 หนังลืมไม่ลงของ “พอล นิวแมน”
       จะมีนักแสดงซักกี่คนที่สามารถฝากผลงานอันทรงคุณค่าเอาไว้ได้ทั้ง 6 ทศวรรษที่อยู่บนเส้นทางมายา เหมือนดัง “พอล นิวแมน” ดาราใหญ่ที่ลาโลกไปด้วยวัย 83 ปีด้วยโรคแทรกซ้อนจากมะเร็งปอด เพื่อเป็นสดุดีการจากไปของเขา ทาง Entertainment Weekly ได้จัดทำบทความเกี่ยวกับผลงานที่ยอดเยี่ยมของเขา มาดูกันว่า 15 ผลงานที่ทรงคุณค่าที่นักแสดงผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ได้ฝากเอาไว้เป็นมรดกของโลกมีเรื่องอะไรกันบ้าง
       SOMEBODY UP THERE LIKES ME (1956)
       
       หลังจากผลงานเปิดตัวที่ไม่สวยนักอย่างเรื่อง The Silver Chalice ในปี 1954 โชคก็มาเข้าข้างนักแสดงหนุ่มหล่อวัย 30 ปีในตอนนั้นเสียที เมื่อทางค่ายวอร์เนอร์ต้นสังกัดได้ปล่อยตัวเขาให้กับทางเอ็มจีเอ็มเพื่อเป็นการยืมตัว หลังจากโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครคาดคิดที่เกิดกับ เจมส์ ดีน ที่เคยตกลงในการรับบท ร็อคกี กราเซียโน นักมวยแชมเปี้ยนรุ่นมิดเดิลเวท ซึ่งนิวแมนไม่ต้องเสียเวลาคิดเป็นครั้งที่ 2 แม้ว่าเขารับแสดงทั้งๆ ที่จมูกโด่งแย้งกับภาพลักษณ์ของนักมวยเจนสนามและสำเนียงที่ฟังยังไงก็ไม่ใช่ชาวนิวยอร์ก แต่เขาก็ได้มอบการแสดงที่เป็นการแจ้งเกิดแก่วงการสำหรับเขาอย่างเต็มตัวในผลงานประวัติชีวิตอันเข้มข้นของ โรเบิร์ต ไวส์ เรื่องนี้ ในบทบาทนักมวยที่สมบทบาทเช่นเดียวกับความอ่อนหวานเมื่อถึงฉากรัก นิวแมนแสดงให้เห็นอยู่เสมอว่าเขายอดเยี่ยมที่สุดในการแสดงเป็นชายที่กระเสือกกระสนในการพลักดันตัวให้เป็นคนที่ดียิ่งกว่า ซึ่งการแสดงในเรื่องนี้ทำให้หยุดหายใจได้เลยทีเดียว แม้ว่าจะเจอคำครหาจากนักวิจารณ์บางคนว่าเขา “แทบจะลอกแบบมาจาก มาร์ลอน แบรนโด” และตั้งคำถามกันว่า “เขาจะทนทุกข์ไปตลอดกาล” กับการเลือกที่จะเดินภายใต้เงาของแบรนโดอย่างนี้ แต่ที่ไม่ต้องกังวลก็คือด้วยมาดอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา เขามีเส้นทางของตัวเองรออยู่ข้างหน้าอยู่แล้ว (ถ้าคุณดูเรื่องนี้แล้วกระพริบตา อาจจะไม่ได้เห็นนักแสดงใหญ่อีกรายอย่าง สตีฟ แม็คควีน ที่มาเล่นเป็นเพื่อนในแก๊งของร็อกกีด้วย)
       CAT ON A HOT TIN ROOF (1958)
       
       จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณตัดบทตัวละครเกย์ที่เก็บกดออกจากหนังที่เกี่ยวกับเกย์ที่เก็บกด? มันเซอร์ไพรส์มากๆ เรื่องมันเกิดขึ้นในสมัยที่มันมีกฏที่เข้มงวดที่ส่งให้นักเขียนและผู้กำกับ ริชาร์ด บรู๊คส์ ต้องดัดแปลงเหตุผลที่แท้จริงที่ตัวละครเอกของเรื่องอย่าง บริค สามีที่เอาแต่ดื่มเหล้าทั้งวันและไม่ยอมแตะต้องเมียคนสวยที่ร้อนสวาทที่อยู่ข้างกายแม้แต่ครั้งเดียว แต่นิวแมนได้ชดเชยมันด้วยการแสดงพร้อมกับแก้วเหล้าที่ทั้งแสนเศร้าและน่าหวาดหวั่น กู้หนังเรื่องนี้คืนมาด้วยการบรรยายถึงสิ่งที่อยู่ในใจของบริค ที่เขาเล่นได้เข้าขากับ อลิซาเบธ เทเลอร์ ที่ทำหน้าที่นักแสดงสมทบได้อย่างวิเศษ เป็นแบบอย่างของวงการที่พิสูจน์ว่าพลังของนักแสดงที่แท้จริงสามารถเพิ่มพลังให้กับบทที่เต็มไปด้วยข้อแม้มากมายแค่ไหน ถือเป็นผลงานเรื่องแรกที่ส่งเขาเข้าชิงออสการ์จาก 8 ครั้งที่จะตามมา เช่นเดียวกับยกสถานะของเขาให้เป็นซูเปอร์สตาร์
       THE HUSTLER (1961)
       
       ถือเป็นบทบาทการแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ พอล นิวแมน ในบทนักเลงพูลอย่าง แฟสต์ เอ็ดดี เฟลสัน ที่ลองดีท้าแข่งกับมือวางระดับประเทศอย่าง มินเนโซตา แฟตส์ ในการแสดงที่ถ่ายทอดตัวละครไอ้ขี้แพ้ที่ล้มแต่ไม่เคยท้อ ในผลงานที่รวมองค์ประกอบอันยอดเยี่ยมของนักแสดงอย่าง แจ็คกี เกลียสัน, ไปเปอร์ ลอรี และงานกำกับภาพของ ยูจีน สชูฟทัน ที่ใช้ควันบุหรี่ในการเปลี่ยนฉากในหนังขาวดำเรื่องนี้ได้อย่างวิเศษ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การแสดงอันทรงพลังของนิวแมนที่มอบให้กับบทอันยอดเยี่ยม ที่ส่งให้เขาเข้าชิงออสการ์เป็นครั้งที่ 2 แต่กว่าจะได้มาครองต้องใช้เวลาถึง 25 ปี และความช่วยเหลืออีกเล็กน้อยจาก มาร์ติน สกอร์เซซี
       HUD (1963)
       
       ในบทบาทที่สุดยอดและซับซ้อนที่สุดที่เขาเล่นในช่วงแรกของเส้นทางอาชีพ ที่ส่งให้เขาเข้าชิงออสการ์เป็นครั้งที่ 3 ในบทคาวบอยหนุ่มผู้เห็นแก่ตัว, เซ็กซี่, ใจดำ และชั่วช้า ได้เฝ้าดูวัยรุ่นและความเป็นมนุษย์ของเขาไปหายไปพร้อมกับฝุ่นของฟาร์มปศุสัตว์ในเท็กซัส ซึ่งทศวรรษต่อมานิวแมนได้วิจารณ์การแสดงของเขาเองว่ายังแสดงความเสื่อมทรามทางจริยธรรมของฮัดได้ไม่ตรงเป้าพอ เพราะความหล่อเหลาและมีเสน่ห์ของเขาได้บดบังความเคียดแค้นและเลวทรามของตัวละครไว้เบื้องหลัง แต่นั้นก็เป็นการแสดงที่กลั่นออกมาจากเบื้องลึกในตัวเขามากกว่าครั้งไหนๆ
       COOL HAND LUKE (1967)
       

       ในเรื่องที่เขารับบทเป็น ลุค ในวัย 42 ที่ดูเหมือนหนุ่ม 28 มากกว่า กล่าวถึงเรื่องราวของขี้คุกที่ไม่ยอมจำนนต่อระบบ และเป็นบทที่เป็นที่มาของแนวทาง “คนนอกที่รวบรวมฝูงชน ก่อนจะกลายสภาพเป็นผู้ไถ่บาปเยี่ยงพระเจ้า” ที่เป็นแรงบันดาลใจให้หนังออสการ์อย่าง One Flew Over the Cuckoo’s Nest ทั้งฉากที่เร้าอารมณ์ในตอนที่ ลุคไม่แพ้ในฉากต่อยมวย, ลุคป่วนผู้คุมด้วยการปล่อยให้เหล่านักโทษทำงานหนักยิ่งขึ้น และตอนที่เขาท้าที่จะกินไข่ 50 ลูก และเขาก็ยอดในฉากที่ต้องนิ่งๆ แต่บีบคั้นอารมณ์อย่างตอนที่ลุคร้องเพลงและร้องไห้หลังจากรู้ข่าวการตายของแม่ ที่ส่งให้เขาได้ชิงออสการ์เป็นครั้งที่ 4
       BUTCH CASSIDY AND THE SUNDANCE KID (1969)
       
       ผลงานการร่วมแสดงเพียงแค่ 2 ครั้งของ พอล นิวแมน และ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด ที่นอกจากจะเป็นหนังคาวบอยระดับดังถล่มทลายแล้ว มันยังเป็นหนังคู่หูของสองหนุ่มที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล ความยอดเยี่ยมของผลงานยังรวมไปถึงดนตรีประกอบชั้นครูของ เบิร์ต บาคารัค งานเขียนบทอันมีชั้นเชิงของ วิลเลียม โกล์ดแมน ที่ดัดแปลงหนังคู่หูอย่าง Jules and Jim และ Bonnie and Clyde ไปสู่แนวทางใหม่ ที่จะมีคนเลียนแบบหลังจากนั้นตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ในเรื่องเราจะได้เห็นการเข้าขากันอย่างดีของนิวแมนและเรดฟอร์ด โดยเฉพาะภาษากายอันแยบยลที่พวกเขาสื่อสารกัน การสวมบทเป็นบุชของเขาเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการจะเป็นยอดแห่งดาราแอ็คชั่น ที่มีลูกศิษย์นำไปเรียนรู้มากมายตั้งแต่ จอร์จ คลูนีย์, แบรด พิตต์, บรูซ วิลลิส, แม็ต เดมอน  และอีกนับไม่ถ้วน
       THE STING (1973)
       

       ผลงานเรื่องเดียวจากยุค 70 แต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ เพราะเป็นหนังเรื่องเดียวของเขาที่ได้ออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม หลังจาก 4 ปีกับเรื่อง Butch Cassidy and the Sundance Kid ที่เขาไม่ประสบความสำเร็จกับผลงานเท่าไหร่ จนกระทั้งผู้กำกับ จอร์จ รอย ฮิล และ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด ที่ร่วมงานกันในเรื่องที่แล้วส่งบทที่เกี่ยวกับเรื่องชวนหัวในยุคสมัยเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ เรื่องราวของคู่หูจอมต้มตุ๋นที่ร่วมมือกันโค่นเจ้าพ่อแห่งชิคาโก แม้เรื่องนี้จะเด่นอยู่ที่เรดฟอร์ดเป็นส่วนใหญ่ แต่นิวแมนก็รับเล่นเพราะติดใจในเนื้อหา และเป็นโอกาสที่นิวแมนจะได้แสดงฝีมือในบทสมทบกับคู่หูของเขาได้อย่างวิเศษ

 ขอบคุณ ..ข้อมูลจาก

  จะมีนักแสดงซักกี่คนที่สามารถฝากผลงานอันทรงคุณค่าเอาไว้ได้ทั้ง 6 ทศวรรษที่อยู่บนเส้นทางมายา เหมือนดัง “พอล นิวแมน” ดาราใหญ่ที่ลาโลกไปด้วยวัย 83 ปีด้วยโรคแทรกซ้อนจากมะเร็งปอด เพื่อเป็นสดุดีการจากไปของเขา ทาง Entertainment Weekly ได้จัดทำบทความเกี่ยวกับผลงานที่ยอดเยี่ยมของเขา มาดูกันว่า 15 ผลงานที่ทรงคุณค่าที่นักแสดงผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ได้ฝากเอาไว้เป็นมรดกของโลกมีเรื่องอะไรกันบ้าง
       FORT APACHE THE BRONX (1981)
       
       เรื่องราวของคู่หูตำรวจผิวขาวที่เข้าไปดูแลในย่านเสื่อมโทรมที่ชุกชุมได้ด้วยยาเสพติดมากที่สุดของนิวยอร์ก ที่เลวร้ายขึ้นไปอีกเมื่อพวกเขาต้องรับมือกับเพื่อนร่วมกรมที่แสนฉ้อฉล เป็นพล็อตเรื่องที่ภายหลังถูกพัฒนาขึ้นให้สมจริงยิ่งขึ้นในซีรีส์อย่าง Hill Street Blues หรือ The Wire ในเรื่องที่นิวแมนรับบทเป็นตำรวจไอริชผู้เจนโลกที่แสดงได้เข้าขากันมากับ ราเชล ติโคติน ที่ว่ากันว่าเป็นสาวที่แสดงคู่กับนิวแมนได้เยี่ยมที่สุดตั้งแต่ แพตริเซีย นีล จากเรื่อง Hud เป็นต้นมา พร้อมกับฉากจบของเรื่องที่โชว์โทสะทางการแสดงของนิวแมนได้อย่างถึงแก่น
       THE VERDICT (1982)
       
       การแสดงที่ไม่อาจลืมเลือนของนิวแมนที่รับบทเป็นนายขี้เหล้าจากบอสตันที่อ่อนล้า กับโอกาสสุดท้ายในการรักษาวิญญาณของเขาจากการว่าความในคดีปฏิบัติโดยมิชอบตามกฏหมายในโรงพยาบาลอันยาวนาน ถือเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดในครึ่งหลังทางอาชีพของเขา ในบทที่เขาดูสิ้นหวังและซีดเซียวกับเสียงพูดที่ห้าวต่ำ เป็นการแสดงที่เอาตัวเข้าแลกแบบที่อาจทำลายภาพลักษณ์ความเป็นหนุ่มที่มีเสน่ห์ของวงการใน 20 ปีที่ผ่านมา โรเจอร์ อีเบิร์ต นักวิจารณ์ชั้นแนวหน้าเคยกล่าวถึงการแสดงครั้งนี้เมื่อปี 1982 ว่า “มีหลายครั้งที่ดูเราเห็นความเหี่ยวย่นบนใบหน้าเขาและดวงตาของเขาก็ดูอ่อนล้ามากๆ จนทำให้เรารู้ว่าบทชายแก่ที่เขาจะเล่นในอีก 10 ปีข้างหน้าจะออกมาเช่นไร” เป็นต้นแบบให้กับซีรีส์แนวขึ้นโรงขึ้นศาลนำไปเลียนแบบกันนับไม่ถ้วน แต่การแสดงในผลงานลุ่มลึกของผู้กำกับ ซิดนีย์ ลูเม็ต และบทอันเฉียบแหลมของ เดวิด มาเม็ต ได้ทำให้มันเป็นการแสดงที่อยู่เหนือกาลเวลา จนทำให้เขาเข้าชิงออสการ์เป็นครั้งที่ 6 ซึ่งเขากล่าวถึงการแสดงครั้งนั้นว่า “ในบรรดาการแสดงส่วนตัวที่ชมปลื้มมากที่สุด เรื่องนี้นำเรื่องอื่นไปหลายขุม”
       THE COLOR OF MONEY (1986)
       
       แฟสต์ เอ็ดดี เฟลสัน กลับมาอีกครั้งหลังจาก 25 ปีผ่านไป ที่แม้จะแก่ขึ้นแต่ก็เขี้ยวลาก ที่นอกจากผู้กำกับ มาร์ติน สกอร์เซซี ได้ทำภาคต่อของ The Hustler ให้อยู่ในบรรยากาศของ 80 แต่บทของ ริชาร์ด ไพรส์ ได้เปิดโอกาสให้นิวแมนได้ละเลงระดับอันหลากหลายของความ ยโส ฉุนเฉียว กังวล และเหยีอดหยามที่มีต่อเด็กในคาถาของเขา (ทอม ครูส วัยกระเตาะ ผู้ที่นิวแมนเคยคัดตัวเขาให้มารับบทในหนังที่เขากำกับอย่าง Harry & Son) ให้กลายเป็นลูกศิษย์ผู้เก่งกาจอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ทำไม่ได้ ผลก็คือการคว้ารางวัลออสการ์มาครองได้เป็นผลสำเร็จ
       MR. AND MRS. BRIDGE (1990)
       
       การรับบทเป็น วอลเตอร์ บริดจ์ สามีและพ่อชาวมิดเวสเทิร์นผู้เรียบง่ายในยุค 30 จากเมืองแคนซัส ซิตี้ เป็นบทของชายที่ไม่รู้วิธีที่จะแสดงออกถึงอารมณ์ที่อยู่ภายใน ที่สำเร็จในเรื่องการงานแต่ต้องเตือนตัวเองเสมอไม่ให้ลืมจูบเมียที่แสนอุทิศตนและพูดคุยกับลูกๆ เขาเป็นชายที่ไม่เหมือนกับชายใดที่นิวแมนเคยรับเล่นมาก่อน (แม้ โจแอน วูดวาร์ด ภรรยาที่ร่วมแสดงในเรื่องนี้ด้วยกันจะบอกกับเขาในภายหลังว่า ‘นั่นแหล่ะ ตัวคุณเลย’) ที่แม้ความอ่อนโยนในบทจะถูกมองข้ามไป แต่การแสดงเป็นชาวมิดเวสเทิร์นที่เป็นตัวเขาเองในแบบที่ไม่ต้องแสร้งทำถือเป็นการแสดงที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในช่วงท้ายของเส้นทางอาชีพนักแสดงของเขา
       NOBODY’S FOOL (1994)
       
       การกลับมารับบทร่วมสมัยครั้งแรกในเกือบทศวรรษของนิวแมน ในเรื่องราววุ่นๆ สุดชวนหัวของ ซัลลี ชายนิวยอร์กผู้อยู่ช่วงสุดท้ายของวัยทองกลับปัญหาร้อยแปดของเขากับเพื่อนบ้านและความสัมพันธ์ที่กลับคืนมาของครอบครัว ที่นิวแมนได้มอบการแสดงอย่างเป็นธรรมชาติได้อย่างดีเยี่ยม (โดยเฉพาะกับเด็กที่เล่นเป็นหลานชาย ซึ่งเป็นครั้งแรกในการแสดงที่นิวแทนได้เข้าฉากกับเด็ก) ซึ่งการแสดงที่ยอดเยี่ยมในวัยเฉียด 70 ครั้งนี้สร้างความประทับใจต่อนักวิจารณ์มากๆ จนเป็นครั้งแรกที่เขาคว้ารางวัลจากสถาบัน New York Film Critics Circle และ National Society of Film Critics ได้สำเร็จ เช่นเดียวกับการเสนอชื่อข้าชิงออสการ์เป็นครั้งที่ 8
       ROAD TO PERDITION (2002)
       
       นิวแมนรับบทเป็น จอห์น รูนีย์ เจ้าพ่อแห่งชิคาโกในยุคเศรษฐกิจตกต่ำผู้สุขุมพอๆ กับการเป็นชายแก่ไอริชที่มีเสน่ห์และร้ายกาจ เป็นบทที่ตัวเขายอมรับว่า “เป็นบทที่วิเศษ เหมาะกับความเป็นสุภาพบุรุษในวัยขนาดผม” ที่แม้ว่าในผลงานของ แซม เมนเดส เรื่องนี้เขาจะปรากฏตัวออกมาไม่บ่อยนัก แต่นักแสดงชั้นครูอย่างเขาได้ใช้ทั้งทักษะเล็กๆ น้อยๆ, การแสดงที่ทำให้ตกตะลึง และความนิ่งเฉยที่แสนเย็นชา ในฉากที่รูนีย์ชั่งตวงความเป็นคนที่หลงเหลืออยู่ต่อระดับความเลวร้ายที่เขายินดีจะทำ เขาช่างดูตราตรึงในฉากที่เขาร่วมแสดงกับ ทอม แฮงส์ คู่ปรับที่เขารักเหมือนลูก กับ แดเนียล เคร็ก สารเลวที่เขาเป็นพ่อแท้ๆ เป็นผลงานการปรากฏตัวบนจอใหญ่ครั้งสุดท้ายของ พอล นิวแมน เช่นเดียวกับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์เป็นครั้งที่ 9 และครั้งสุดท้าย
       EMPIRE FALLS (2005)
       
       มินิซีรีส์ความยาว 4 ชั่วโมง ถือเป็นบทบาทการแสดงครั้งสุดท้ายของ พอล นิวแมน ที่เป็นเหมือนการกลับมาเยือนของเพื่อนเก่า ทั้งนักเขียนบท ริชาร์ด รุสโซ (Nobody’s Fool, Twilight) กับนักแสดงอย่าง เอสเตล พาร์สันส์ (Rachel, Rachel) และ โรบิน ไรท์ เพนน์ (Message in a Bottle) และการแสดงครั้งสุดท้ายกับภรรยาของเขา โจแอน วูดวาร์ด (แต่ไม่ได้เข้าฉากด้วยกัน) ซึ่งบทเล็กๆ อย่างพ่อผู้เกียจคร้านของ เอ็ด แฮริส ในเรื่องนี้ส่งให้เขาคว้ารางวัลลูกโลกทองคำ และยังเป็นการคว้ารางวัลเอ็มมีได้เป็นครั้งแรกอีกด้วย
       CARS (2006)
       
       หลังจากที่เขาฉลองวันเกิดครบรอบ 80 ปีไปได้ไม่นาน นิวแมนก็ได้กล่าวถึงความปรารถนาที่จะกลับมาแสดงกับเพื่อนเก่าอย่าง โรเบิร์ต เรดฟอร์ด เพื่อเป็นการทิ้งทวนเส้นทางการแสดงของเขา แต่กลายเป็นว่าผลงานการพากย์ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและสนุกสนานของการ์ตูนดังจากค่าย Pixar เรื่องนี้กลับกลายเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของเขา ซึ่งนับว่าเป็นการทิ้งทวนวงการได้อย่างสมบูรณ์แบบที่เปิดโอกาสให้ความสามารถในการแสดงของเขาและสิ่งที่เขารักมากที่สุดอย่างรถยนตร์มาร่วมกันเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายเรื่องนี้
       
       ในเดือนพ.ค. 2007 พอล นิวแมน ได้ประกาศข่าวการลาวงการของเขา โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากการสูญเสียความมั่นใจและแรงบันดาลใจที่กีดขวางเขาจากการทำงานในระดับที่ “ผมอยากจะทำได้…ซึ่งผลงานเรื่องนี้ถือเป็นการปิดฉากเส้นทางการแสดงของผม” และเป็นการอำลาวงการด้วยผลงานที่ทำรายได้มากที่สุดในอาชีพนักแสดงของเขาเช่นกัน
Aug 29

 “เมื่อฉันแก่ตัวลง”… 

เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของลุกผู้ชายคนหนึ่งที่ตระเวนทั้งเรียนทั้งทำงานไป ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำแม้เขาจะเติบกล้าเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ
ความรู้เพิ่มมากขึ้น  โลกใบนี้เริ่มเล็กลงแต่พ่อแม่ที่อยู่บ้านเดิม(ในเมืองจีน)ก็เริ่มแก่ตัวลง  ลูกคนนี้ทำงานอยู่ต่างประเทศ
ไม่ค่อยได้กลับมาเยี่ยมพ่อแม่ได้แต่ติดต่อกันทางจดหมาย โชคดีต่อมามีไอพีการ์ด  เลยได้คุยสดกันบ้าง ทุกครั้งแม่ก็จะคอยเตือนให้ระวังสุขภาพของตัวเองตั้งใจทำงาน     ไม่ต้องเป็นห่วงแม่    ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ เพราะจะสิ้นเปลืองเงินทอง…ยิ่งพูดก็ยิ่งซ้ำๆซากๆ
เขารู้ดีว่าแม่เริ่มคิดถึงเขามากจนกระทั่งปีนี้… แม่อายุ 75
เขาจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่โดยตั้งใจว่าจะอยู่สัก 1 เดือน
จะไม่ทำอะไรเป็นพิเศษ  แต่ขอเป็นเพื่อนแม่เพียงอย่างเดียว 

พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ แม้จะมีเวลาอีกตั้ง 2
เดือนเศษแม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการต้อนรับการกลับมาเยี่ยมบ้านของลูกแม่ดึงเอาสมุดบันทึกมาจดสิ่งที่ต้องตระเตรียม
แม่เตรียมรายการอาหารที่ลูกชอบ  ดึงเอาผ้าห่มที่ลูกเคยชอบห่มมาปะชุนใหม่…

สำหรับคนอายุ 75 เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย
พอกลับถึงบ้าน  ตอนอยู่บนเครื่องบิน เคยตั้งใจว่าจะขอกอดแม่ให้ชื่นใจสักครั้ง
…แต่พอมาเห็นแม่ แม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผอมแห้ง  หน้าตาเหี่ยวย่นช่างไม่เหมือนแม่คนก่อนหน้านี้เลย…
แม่ใช้เวลาทั้งชั่วโมงเตรียมอาหารที่ลูกเคยชอบ
โดยที่หาทราบไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกไม่ได้ชอบอาหารแบบนั้นแล้ว
และเพราะแม่ตาไม่ค่อยดี  รสชาติอาหารจึงแย่มากๆ   บางจานก็เค็มจัด  บางจานก็จืดสนิท
ผ้าห่มที่แม่อุตส่าห์เตรียมให้  ทั้งหนาทั้งหยาบ  ไม่สบายกายเลย
แม่หารู้ไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกนอนห้องแอร์และใช้ผ้าห่มขนแกะแล้ว
… แต่เขาก็ไม่บ่นอะไร
เพราะเขาตั้งใจจะกลับมาเป็นเพื่อนแม่จริงๆ 
สองสามวันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ  จนไม่มีเวลาพักผ่อน
พอเริ่มได้พัก  แม่ก็เริ่มพูดมาก  สอนโน่นสอนนี่  พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ  ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น 10กว่าปีก่อนก็เคยพูดแล้ว
พอลูกบอกให้ฟังว่า ปรัชญาเหล่านั้นไม่ทันสมัยแล้วแม่ก็เริ่มนิ่งเงียบและเศร้าซึม
            
“เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ  ผมพบว่าสุขภาพแม่แย่ลง
โดยเฉพาะสายตา  อาหารบางจานมีแมลงวันด้วย  บางทีอาหารหกบนเตา  แม่ก็เก็บใส่จานตามเดิม
ครั้นผมพยายามชวนแม่ไปกินนอกบ้าน  แม่ก็บอกอาหารข้างนอกไม่สะอาด  ของแปลกปลอมเยอะ
เมื่อผมบอกแม่ว่าจะหาคนรับใช้มาช่วยแม่สักคน  แม่ก็โวยวายว่าแม่เองยังสามารถทำงานเลี้ยงดูเด็กให้ผู้อื่นได้เลย
ผมเลยพูดไม่ออกพอผมจะออกไปช้อปปิ้ง  แม่ก็จะตามไปด้วย  ทำเอาวันนั้นทั้งวัน  พวกเราไม่ได้ไปช้อปปิ้งเลย…”
                 
“พอพวกเราเริ่มคุยกันในเรื่องทันสมัย   แม่ก็จะหาว่าพวกเราเพี้ยน
ผมก็เริ่มบอกแม่อย่างไม่ค่อยเกรงใจว่า   แม่  นี่มันสมัยใหม่แล้ว   แม่ต้องหัดมองโลกในแง่ใหม่ๆบ้าง…

ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่   ผมเริ่มขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ
และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้นแต่เราไม่เคยทะเลาะกันนะ  
พอผมขัดแม่
แม่ก็หยุดกึกลง
ไม่พูดไม่จา
ในตามีแววเหม่อลอย
โลกซึมเศร้าแบบคนแก่ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ”
ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางกลับ
แม่ดึงกล่องกระดาษกล่องหนึ่งออกมาในนั้นเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัดเก็บไว้ ในช่วงที่ผมไปอยู่เมืองนอก
แม่เริ่มสนใจข่าวต่างประเทศเมื่อผมเดินทางไปนอก  ทุกครั้งที่มีข่าวตึงเครียดในประเทศนั้นๆ  แม่จะตัดข่าวเก็บไว้
ตั้งใจจะมอบให้ผมตอนที่ผมกลับมา
แม่พูดอยู่เสมอว่า  อยู่นอกบ้านนอกเมืองต้องระวังตัวให้มากๆ
ครั้งหนึ่งมีเรื่องคนญี่ปุ่นต่อต้านและข่มเหงคนจีน  มีการปะทะกันด้วย .. แม่เป็นห่วงมาก
ถามเพื่อนบ้านว่าจะส่งข่าวไปเตือนผมที่ญี่ปุ่นได้อย่างไรตอนนั้นผมสอนอยู่ที่ญี่ปุ่น”
               
แม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบากวางใส่ในมือผมเหมือนของวิเศษชิ้นหนึ่ง ..มันหนักมาก
ผมเริ่มรู้สึกลำบากใจเพราะผมไม่อยากนำกลับไป  มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้วผมรู้ว่าแม่เก็บมันด้วยความยากลำบาก
แม่สายตาไม่ค่อยดี   ต้องใช้แว่นขยาย  อ่านได้วันละ 2 หน้าก็เก่งแล้ว  นี่ยังตัดเก็บได้ขนาดนี้

ทันใดนั้นมีข่าวแผ่นหนึ่งปลิวหลุดลงมา
แม่รีบเอื้อมไปหยิบแต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม  แม่กลับพับเก็บไว้ในกระเป๋าของตัวเอง
ผมรู้สึกเอะใจเลยถามว่า “แม่ นั่นกระดาษอะไร  ขอผมดูหน่อยนะ”   แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
จึงล้วงออกมาวางบนข่าวปึกนั้นแล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที
ผมหยิบแผ่นข่าวนั้นขึ้นมาดู   มันเป็นบทความบทหนึ่ง ชื่อว่า “เมื่อฉันแก่ตัวลง”
                 
ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2004 
บทความนั้นคัดมาจากนิตยสารฉบับหนึ่งของเม็กซิโก                 … 
                  
เมื่อฉันแก่ตัวลง…..ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น
ขอโปรดเข้าใจฉัน
มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด
                 
ถ้าฉันทำน้ำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง….ถ้าฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า                  
ขอให้คิดถึงตอนเธอเด็กๆ…ที่ฉันสอนเธอหัดทำทุกอย่าง
            
ถ้าฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆที่เธอรู้สึกเบื่อ….ขอให้อดทนสักนิด  อย่าเพิ่งขัดฉัน
ตอนเธอยังเล็กๆ  ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆซากๆ จนเธอหลับเลย 
                
ถ้าฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้  อย่าตำหนิฉันเลยนะ 
ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆได้ไหม   ฉันต้องทั้งกอดทั้งปลอบเพื่อให้….เธอยอมอาบน้ำ
                  
ถ้าฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆโปรดอย่าหัวเราะเยาะฉัน….
จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทนตอบคำถาม   “ทำไม   ทำไม”ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม
                  
ถ้าฉันเหนื่อยล้าจนเดินต่อไม่ไหว
 ขอ….จงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉันเหมือนตอนที่ฉันพยุงเธอให้หัดเดินในตอนที่เธอยังเล็กๆ

หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่โปรดให้เวลาฉันคิดสักนิด
ที่จริงสำหรับฉันแล้ว…..กำลังพูดเรื่องอะไรไม่สำคัญหรอก
ขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน……ฉันก็พอใจแล้ว
                  
ตอนนี้ถ้าเธอเห็นฉันแก่ตัวลง…ไม่ต้องเสียใจ…ขอให้เข้าใจฉัน….สนับสนุนฉัน
 ให้เหมือนตอนที่ฉันสนับสนุนเธอตอนเธอเพิ่งเรียนรู้อะไรใหม่ๆ

 ในตอนนั้น….ฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต
  ตอนนี้….ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉันเดินไปให้สุดเส้นทางของชีวิต…โปรด….ให้ความรักและความอดทนต่อ..ฉัน
                  
ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ….
ในแววตาอันฝ้าฟางของฉัน….มีแต่ความรักอันหาที่สิ้นสุดมิได้
ของฉันที่มีให้กับ……….เธอ
                
ผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบทันที…. เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ตอนนั้นแม่เดินออกมา   ผมแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นตอนแรกแม่คงอยากให้ผมได้อ่านบทความนี้                            หลังจากผมกลับไปแล้วจึงคะยั้นคะยอให้ผมนำข่าวปึกนั้นกลับไป 
ตอนผมจัดกระเป๋าเดินทาง  ผมต้องสละไม่เอาสูทกลับไป  1 ตัว
จึงยัดเก็บปึกข่าวเหล่านั้นเข้าไปได้รู้สึกแม่จะดีใจมากเหมือนกับว่าหนังสือพิมพ์เหล่านั้นเป็นยันต์โชคลาภสำหรับผมและเหมือนกับว่าการที่ผมยอมรับหนังสือพิมพ์เหล่านั้นผมได้กลับมาเป็นเด็กดีของแม่อีกครั้งหนึ่งแม่ตามมาส่งผมจนถึงรถแท็กซี่เลยที่เดียว
                
หนังสือพิมพ์ที่ผมนำกลับมาเหล่านั้น ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรเลย  แต่บทความ  “เมื่อฉันแก่ตัวลง” บทนั้น  ผมได้ตัดเก็บไว้ในกรอบ เอาไว้ข้างตัวฉันตลอดไป
ตอนนี้  ผมขออุทิศบทความนี้ ให้กับลูกๆทั้งที่พเนจรและไม่ได้พเนจรทั้งหลาย…ถ้ามีเวลาว่างก็แวะไปหาท่านหรือไม่ก็โทรไปหาท่านบ้าง  บอกท่านว่าคุณอยากกินอาหารที่ท่านทำเสมอ….ท่านไม่ได้ต้องการอะไรจากเรามากไปกว่า…แค่ได้รับรู้ว่า
เราสุขสบายดี..ถ้าหากเราไม่สามารถไปเยี่ยมท่านได้….ตอนคุยโทรศัพท์กับท่าน…  โปรดยิ้มให้กว้างๆและยิ้มบ่อยๆ…แม้ท่านจะมองไม่เห็น..แต่ท่านจะรู้สึกได้…… คำว่าอนาคตที่สวยงามที่เราบอกไปในตอนแรก  เราขอขยายความว่า มันคือ อนาคต
ที่คุณและ พ่อแม่คุณจะได้มีความรักความเข้าใจต่อกันมากๆ….มากกว่าที่คุณเคยคิดว่าคุณจะมีให้ท่านได้
               
ขอให้ทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้เป็นลูกที่ดี  มีอนาคตที่ดี   เพื่อคุณพ่อและแม่

Aug 29

รัฐบาลใดใช้ความรุนแรงกับประชาชน

รัฐบาลนั้นย่อมขาดความชอบธรรมในการปกครองประเทศ ……

 

 รัฐที่สมบูรณ์แบบในอุดมการณ์ของขงจื๊อ จะต้องเป็นรัฐที่ “ประชาชนมีอาหารเพียงพอ มีกำลังทหารพอสมควร และประชาชนจะต้องมีความเชื่อถือผู้ปกครอง”
       
       
มีผู้ถามว่าในองค์ประกอบ 3 ข้อนั้น ข้อไหนมีความสำคัญยิ่งใหญ่กว่ากัน”
       
       
ขงจื๊อตอบว่า “รัฐบาลยังคงอยู่ได้โดยปราศจากกำลังทหาร”
       
       
ผู้สงสัยยังถามต่ออีกว่า “และถ้าท่านถูกบังคับให้สละหนึ่งในสองที่เหลือนั้น ข้อไหนรัฐบาลจะอยู่ต่อไปโดยปราศจากมันได้”
       
       
ขงจื๊อตอบว่าข้าพเจ้าเลือกที่จะขจัดเรื่องอาหารเพียงพอออกไปได้ ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์เป็นต้นมา มีคนตายโดยอดอาหารอยู่ทุกๆ ชั่วคน แต่ชาติจะคงอยู่ไม่ได้โดยปราศจากความเชื่อถือของประชาชน”*

Aug 14
แม้ว่าผมจะเป็นคนที่ผลักดันให้สาขาวิชาการโฆษณา  ภาควิชานิเทศศาสตร์  มรภ.สวนสุนันทา จัดการเรียนการสอนรายวิชาสัมมนาการโฆษณา  เพราะเชื่อว่าวิชานี้คือข้อต่อสำคัญที่จะช่วยให้นักศึกษาได้ก้าวพ้นจากสิ่งที่เคยคิดเอาเอง สู่..ความเป็นจริง .. ทั้งจากการเติมเต็มของวิทยากรผู้มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการโฆษณาและสายงานด้านนิเทศศาสตร์ และการปฏิบัติงานจัดงานสัมมนาจริงของเหล่านักศึกษา แต่ก็รู้สึกเศร้าใจลึกๆทุกครั้ง เวลาที่ต้องประเมินผลงานของนักศึกษาด้วยคะแนน  ..   เมื่อนักศึกษายื่นแบบประเมินตนเองที่เขียนสรุปการมีส่วนร่วมในงานดังกล่าว ด้วยสายตาเปี่ยมประกายมั่นใจในการร้องขอเกรด และ และสายตาคู่นั้นจะต้องถูกทำลายความรู้สึกเชื่อมั่นในเวลาต่อมา เมื่อได้ยินคำพูดของผมที่ว่า  .. หากมีเครื่องให้คะแนน ความตั้งใจ  พวกคุณคงได้เต็มทุกคน .. น่าเสียดายที่ไม่เคยมีอุปกรณ์ดังกล่าวในโลกความตั้งใจ ทุ่มเทกับงานที่ทำ ควรจะเป็นเรื่องที่ผันแปร สอดคล้องกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น  แต่ในการสอบปากเปล่า หลังงานสัมมนาปีแล้ว ปีเล่า ผมกลับได้ยินแต่คำเดิมๆว่า แม้ว่างานจะยังไม่ดี  แต่พวกผม(หนู)ก็ตั้งใจกันเต็มที่ แล้วนักศึกษาที่ผ่านไปแต่ละรุ่นก็จะได้ยินคำตอบของผมเมื่อย่อหน้าที่ผ่านมา .. ผมยังสำทับความเชื่อของตัวเองอีกว่า  หากคุณบอกว่า คุณทำเต็มที่  ทำไมผลลัพธ์ที่ออกมาถึงได้มีข้อผิดพลาดมากมาย .. ถ้ามีแค่ความตั้งใจ แล้วทุกคนสอบแข่งขันกันได้หมด ความทุ่มเท แรงกาย แรงใจลงไป คงไม่มีความหมาย

หลายคนอ้างว่า การปฏิบัติงานครั้งแรกย่อมมีข้อผิดพลาด .. ขณะที่หลายคนทำตัวเป็นคนมองโลกในแง่ดี ด้วยคำพูดแก้ตัวที่ว่า ครั้งแรก ทำได้แค่นี้ ก็ดีถมเถแล้ว ..  ผมเลยมีข้อสงสัยว่าการขาดประสบการณ์เป็นคำตอบ ที่เหมาะสมสำหรับการทำงานที่ไม่สัมฤทธิ์ผลจริงหรือ แล้วเลยพาลสงสัยต่อไปว่า คนเราจะมีเวลาเรียนรู้หรือมีโอกาสแก้ตัวในการทำงานครั้งต่อๆไปทุกครั้ง จริงหรือ ขณะที่นักศึกษาพร่ำพรรณนาเพื่อเรียกคะแนน   สมองผมกลับขบคิดคำถามดังกล่าวด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน  อาทิ .. คุณยอดรักจะมีโอกาสแก้ตัวกับโรคร้ายของตัวเองจริงหรือ  ?  .. คุณทักษิณจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง หากมีโอกาสกลับบ้านเกิดอีกครั้ง จริงหรือ ?

บางทีคำตอบในเรื่องเหล่านี้ อาจมีคำตอบง่ายๆ  ..เหมือนกรณี ที่นักศึกษาไม่อยากให้งานสัมมนาพักเบรค เพราะกลัวว่าเหล่าคนดูที่ถูกเกณฑ์มาแลกกับคะแนน จะฉวยโอกาสนั้น หายหัวกันไปหมด  เลยแก้ปัญหาด้วยการไม่ยอมให้งานมีช่วงพัก หรือถ้าจะพัก ก็ไม่ยอมให้เหล่าคนดูออกจากห้อง .. น่าเสียดาย ที่เราอาจจะควบคุมคนดูได้  แต่เราสั่งห้ามวิทยากรไม่ไห้ปวดปัสสาวะไม่ได้  

..เมื่อเกิดเหตุการเช่นนี้  คนดูก็หายไป เหมือนที่เราคาดคิดจริงๆ   แต่สิ่งที่นักศึกษาผู้จัดงานอาจจะลืมคิดไป คือ เหตุการนี้ก็บอกให้เรารู้เหมือนกันว่า มีคนอยากมาฟังงานสัมมนาจริงๆกี่คน 

การที่เราคาดหวังกับผลลัพธ์ด้วยปริมาณของคนฟัง  จนมองข้ามความตั้งใจจริงของคนที่มาและเต็มใจจะอยู่กับเรา  ทำให้ต้องแสวงหาวิธีปิดกั้น บิดเบือน  ยื้อยุดเพื่อให้คนที่ไม่ได้อยากอยู่กับเราจริงๆ ต้องทนอยู่กับเรา  โดยคาดหวังว่า สิ่งที่เสียไป ต้องคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับกลับมา

เวลาใดก็ตาม ที่เรารู้สึก(เอาเอง)ว่า เราเต็มที่กับสิ่งที่เราทำแล้ว 

..เราก็มักจะแอบเรียกร้องกับสิ่งที่เราคาดคิด(เอาเอง)เราควรจะได้รับด้วยเสมอ

จริงๆแล้ว .. การมองจุดหมายปลายทาง ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย

แต่เป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่เราลืมมองความเป็นจริง และสิ่งสวยงามตามรายทาง ..

หลายคนรู้สึกแย่ เมื่อคุณ ตรง  ตันติเวชกุล  Creative  Director  วิทยากรหลักจากบริษัท Y&R เอ่ยปากตำหนิ นักศึกษาที่นั่งคุย ไม่สนใจฟัง  แต่ช่วงเวลานั้นเอง  ก็สะท้อนให้พวกเราได้คิดว่า งานสัมมนาที่ดี ไม่จำเป็นต้องตัดสินด้วยจำนวนคนฟัง และในทางกลับกัน ก็สะท้อนให้เห็นว่า วิทยากรเตรียมตัวมาอย่างดีและมาด้วยความตั้งใจอย่างเต็มที่ ..เต็มที่ เสียจนพวกเราที่เป็นคนจัดงานต้องรู้สึกละอาย  ..นักศึกษาหลายคนเข้าใจว่าเรื่องนั้น ทำให้อาจารย์ผู้สอนรู้สึกกดดัน และมีผลโดยตรงกับคะแนนของพวกเขา  .. แต่พวกเขาลืมมอง ความเป็นจริง และสิ่งสวยงามตามรายทาง ..

หลายคนคิดว่าตัวเองไม่มีส่วนร่วม เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของงาน
หลายคนวิพากษ์ วิจารณ์ข้อเสียของคนอื่นได้ดี ..จนลืมมองหาข้อดีของตัวเอง
หลายคนหวังว่าจะให้คนตัดสินอย่างผมชื่นชม ..จนลืมไปว่าพวกคุณเองที่ทำงาน แสดงความชื่นชมกันเอง ง่ายกว่า
หลายคนยังยึดติดกับเรื่องราวค้างคาใจ.. จนไม่ได้ไปถึงไหน
กว่าจะรู้ตัว เพื่อนก็ไปไกลแล้ว

ยังมีอีกหลายคนมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ตรงหน้า
และมีหลายคนรู้ว่า เมื่อเกิดปัญหา.. เขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง

ขอให้พลังและพุทธิปัญญา  จงอยู่คู่กับนักศึกษาของผมทุกคน

Jul 02

Jun 25

ขึ้นข้อความนี้ไว้เมื่อ 06/09/07 ที่ deesidotcom.multiply.com
หลังจากที่เขียนเอาไว้
ในเวบบอร์ดงานสัมมนาโฆษณาไทยยกพลขึ้นคานส์

หลายคนคิดว่าตัวเองไม่มีส่วนร่วม เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของงาน
หลายคนวิพากษ์ วิจารณ์ข้อเสียของคนอื่นได้ดี ..จนลืมมองหาข้อดีของตัวเอง
หลายคนหวังว่าจะให้คนตัดสินอย่างผมชื่นชม ..จนลืมไปว่าพวกคุณเองที่ทำงาน แสดงความชื่นชมกันเอง ง่ายกว่า
หลายคนยังยึดติดกับเรื่องราวค้างคาใจ.. จนไม่ได้ไปถึงไหน
กว่าจะรู้ตัว เพื่อนก็ไปไกลแล้ว

ยังมีอีกหลายคนมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ตรงหน้า
และมีหลายคนรู้ว่า เมื่อเกิดปัญหา.. เขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง

เขียนไว้เป็นกึ่งความเรียง(ส่วนใครจะตีความว่าเป็นความในใจ หรือความแค้น ความหลัง ก็สุดแท้แต่) ในเวบบอร์ดงานสัมมนาโฆษณาไทยยกพลขึ้นคานส์ ภายหลังจากการวิพากษ์วิจารณ์งานอย่างเผ็ดร้อนจนลืมเพื่อนของนักศึกษาที่จัดงาน  นำมาฝากไว้ให้อ่านกัน เผื่อจะสร้างพุทธิปัญญากันต่อไป

Jun 25

 

ขึ้นข้อความนี้ไว้เมื่อ 24/09/07 ที่ deesidotcom.multiply.com

ชื่นชอบคุณประภาส  ชลศรานนท์ (จิก) มันสมองสำคัญของ workpoint และในฐานะของเฉลียงที่ไม่ได้ขึ้นเวที(ยกเว้น : คอนเสิร์ทเรื่องราวบนแผ่นไม้) คำที่พี่จิกเคยเขียนไว้ว่า ถ้ามีเงิน 2 บาท ให้ใช้เงินบาทแรก ซื้อข้าว ส่วนอีกบาท ซื้อดอกไม้ ยังเป็นคติที่ทำให้ใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขในทุกวัน

           ได้มีโอกาสอ่านหนังสือแพรว ฉบับล่าสุด  ที่มีบทสัมภาษณ์ของคุณปัญญา  นิรันดร์กุล(ตา) และคุณประภาส  ชลศรานนท์ (จิก) คำพูดของพี่จิกโดนใจอย่างแรงอีกครั้ง

          ใครๆเขาก็ว่าผมเป็นนักคิด  ภาพพจน์ฟังดูเป็นคนเครียดๆ นั่งเค้น นั่งคิดทั้งวัน แต่ในความเป็นจริงผมรักธรรมชาติมาก แม้แต่การคิด ผมก็เพียงทำตัวให้เป็นธรรมชาติ  ไม่กดดันความคิดตัวเอง  คิดอะไรต่อมิอะไรเหมือนกำลังหายใจอยู่  ผมว่าความเป็นธรรมชาติโดนใจมนุษย์ที่สุด  คำแนะนำเดียวที่จะมีให้รุ่นน้อง คือ ต้องทำงานหนัก ไม่ว่าจะนักคิด นักเขียน หรือนักอะไร  การทำงานหนักเป็นคุณสมบัติข้อแรกของคนที่จะพลิกโลกได้  แต่อย่าโหมเกินไป  ถ้าเปรียบคือการวิ่งจ๊อกกิ้งนานๆ ให้ฮอร์โมนหลั่ง  อย่าเร่งจนเหนื่อย จนล้ม  ในขณะเดียวกัน ก็อย่าหยุดวิ่ง

            แต่ข้อที่ต้องเตือนเด็กรุ่นใหม่มากๆ ก็คือ อย่าอยาก “เป็น”  แต่จงอยาก”ทำ”  ไม่ว่าจะนักแสดง  นักเขียน  วิศวกร  หมอ  เราต้องอยากแสดง  อยากเขียน  อยากออกแบบ  อยากรักษาผู้คนก่อน  เพราะการที่เราอยากเป็นนั่น คือเราคิดถึงตอนที่มันสำเร็จแล้ว  ผมเป็นนักเขียน เพราะผมอยากเขียนหนังสือ  ไม่ใช่อยากเป็นนักเขียน  ถามนักแสดงตลกทุกคนดูก็ได้  ว่าทำไมเขาถึงมาเป็นนักแสดงตลก  คำตอบของเขา คือ เขารักที่จะเห็นผู้คนหัวเราะ

(ตัดตอนจากบทสัมภาษณ์คุณปัญญา  นิรันดร์กุลและคุณประภาส  ชลศรานนท์ The Perfect Duo โดย ปารัณ-ศิริน  ภาพโดย อิทธิศักดิ์  บุญปราศภัย  ในหนังสือแพรว ปีที่ 29 ฉบับที่673 หน้า232 -242)

Jun 25

ขึ้นข้อความนี้ไว้เมื่อ 22/08/07 ที่ deesi.com

วันนี้เปิดเรื่อง Bambino ให้เด็กๆโฆษณาปี4 ดูกัน น่าเสียดายที่หลายคนไม่ได้ดูด้วย เป็นเรื่องของชายหนุ่มที่ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อเป็นเชฟ(กุ๊ก)ร้านอาหารอิตาลี  แต่เจ้าของร้านบอกให้ทำงานเป็นพนักงานเสิร์พก่อน เพราะถ้าไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจลูกค้า ก็คงเป็นเชฟที่ดีไม่ได้ ..

อ.ทิมกะอ.ตั้ม ยังคิดว่าผมจะสอนวิชาทำครัวให้เด็กโฆษณาซะแล้ว .. 555

เด็กเอกโฆษณา ช่วงนี้อาจเจอภาวะกดดันกันพอสมควร ..ที่เคยเรียนสนุก ลุกนั่งสบาย ..บางทีผู้สอนก็หายไปนานจนนักศึกษาลืม แถมยังมีหน้ามาบอกอีกว่าสอนคุ้มค่าเทอมแล้ว.. มาปีนี้ ปีสุดท้าย แทนที่จะได้สบายๆ กลายเป็นว่าชีวิตมีแต่ความกดดัน มีแต่งานและการแข่งขัน  คงเป็นธรรมชาติของพวกเราอยู่เอง ที่ดู ๆแล้วไม่ค่อยจะมีวินัย เหมือนเด็กเอกอื่นเขา พอจะเอาจริง เอาจังขึ้นมาก็เลยดูเกร็งกันไปใหญ่

เหลือเวลาไม่ถึง สองอาทิตย์ดีกับงานที่เรียกว่า ฝากทิ้งท้ายเอาไว้ของทั้งเด็กวิชาเอก วิชาโท การโฆษณา ทั้งภาคปกติและภาคสมทบ ..ผ่านงานนี้ไปแล้ว คงไม่มีโอกาสได้กลับมาทำงานร่วมกันอีก ทั้งคุณและผม รวมถึงคุณและเพื่อนๆทุกคน

จริงๆแล้ว ก็เป็นแค่อีกงาน ที่คุณอาจมองว่าแลกมาด้วยคะแนน เพื่อจะจบ เพื่อจะได้ปริญญา
ผ่านงานวันนั้นไปแล้ว จะมีใครจดจำ ?
.. อย่างน้อยก็มีคุณคงหนึ่งละที่จะจำได้
.. จำเรื่องราวที่เรารู้สึกเหนื่อยหน่าย ท้อแท้
.. จำได้ว่ามีคนบางคนที่พร้อมจะอยู่กับเรา ช่วยเรา  ปลอบใจเรา
.. หรือถ้าคิดว่าน้อยไป ก็คงมีผมอีกคน
.. เรื่องหลายเรื่อง เมื่อผ่านไปแล้ว ก็ไม่หวนคืนมาอีก แต่ทุกครั้งที่ได้ระลึกถึง ได้พูดถึง ก็ทำให้ยิ้มได้อย่างสุขใจทุกครั้ง

วันนี้ ตั้งใจว่าจะคุยกันเรื่องงานสัมมนา แต่นักศึกษาไม่พร้อมจะคุย เลยเปิดเรื่อง Bambino ให้ดูกัน
พร้อมขอ 3 ข้อก่อนจัดงานสัมมนา (ซึ่งได้มาจากการดูหนัง?)

ข้อแรก เราทำงานกันเป็นทีม ทุกคนมีงานของตน แต่ถ้ามีปัญหา ทุกคนต้องพร้อมที่จะช่วยกันแก้ไข ไม่ใช่ฝากเป็นภาระให้ใครคนใดคนหนึ่งมาตามแก้ หรือต้องรับผิดชอบ

ข้อสอง เมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง การตำหนิ หรือการกล่าวขอโทษไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น

ข้อสาม ผมชอบประโยคนี้มาก  ในเรือง Bambino หัวหน้าพ่อครัวฝากประโยคเด็ดให้กับแบมบี้(พระเอก)ที่ทำงานเสิร์พอาหารแบบซังกะตายว่า ถ้าไม่มุ่งมั่นกับงานที่ทำอยู่ตรงหน้า ก็ไม่มีสิทธิ์พูดถึงความฝันของตัวเอง ..ไม่มีประโยชน์เลย ถ้าคุณไม่ได้รู้สึกมุ่งมั่นกับสิ่งที่ทำอยู่ หรือแค่ทำแบบขอไปที เพราะทุกคนทำงานกันเป็นทีม ทุกๆคนมีปัญหาส่วนตัวกันทุกคน ทุกๆคนต้องสละเวลาส่วนตัวของตัวเองมาเพื่อทำงานร่วมกัน
 ..เป็นการเห็นแก่ตัวมาก ที่ปากกล่าวคำขอโทษ แต่ใจยังไม่เต็มร้อยกับงานที่ทำ

วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจัดงานสัมมนานักศึกษา ไม่ใช่การแสดงศักยภาพให้คนอื่นเห็น..ประเด็นสำคัญที่พวกคุณอาจลืมเลือนไป คือ การที่พวกคุณจะได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน ..เป็นครั้งสุดท้าย
หลังจากนี้ ทุกคนจะต้องเดินไปตามเส้นทางของตัวเอง

จัดงานยิ่งใหญ่ได้ แต่รักกันไม่ได้  ..ความสามารถมี  แต่มิตรภาพไม่มี ..ก็อย่าจัดงานเลย

Jun 21

… เว็บไซต์นี้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็น สะพานเชื่อมต่อความคิดหลากหลาย ที่วนเวียนไปมาอยู่ในมโนสำนึก
… บางความคิดหล่นหายไปท่ามกลาง กระแสสังคมที่เร่งร้อน-รวดเร็ว บางความคิด ยังไม่ตกผลึกดี รอเพียงวันเวลาที่จะได้อวดแย้ม ประหนึ่งหยาดน้ำค้างในแสงแรก แห่งรุ่งอรุณ.. บนรอยทางแห่งการเรียนรู้อันไม่สิ้นสุด…