Aug 29
“เมื่อฉันแก่ตัวลง”…
เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของลุกผู้ชายคนหนึ่งที่ตระเวนทั้งเรียนทั้งทำงานไป ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำแม้เขาจะเติบกล้าเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ
ความรู้เพิ่มมากขึ้น โลกใบนี้เริ่มเล็กลงแต่พ่อแม่ที่อยู่บ้านเดิม(ในเมืองจีน)ก็เริ่มแก่ตัวลง ลูกคนนี้ทำงานอยู่ต่างประเทศ
ไม่ค่อยได้กลับมาเยี่ยมพ่อแม่ได้แต่ติดต่อกันทางจดหมาย โชคดีต่อมามีไอพีการ์ด เลยได้คุยสดกันบ้าง ทุกครั้งแม่ก็จะคอยเตือนให้ระวังสุขภาพของตัวเองตั้งใจทำงาน ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ เพราะจะสิ้นเปลืองเงินทอง…ยิ่งพูดก็ยิ่งซ้ำๆซากๆ
เขารู้ดีว่าแม่เริ่มคิดถึงเขามากจนกระทั่งปีนี้… แม่อายุ 75
เขาจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่โดยตั้งใจว่าจะอยู่สัก 1 เดือน
จะไม่ทำอะไรเป็นพิเศษ แต่ขอเป็นเพื่อนแม่เพียงอย่างเดียว
พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ แม้จะมีเวลาอีกตั้ง 2
เดือนเศษแม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการต้อนรับการกลับมาเยี่ยมบ้านของลูกแม่ดึงเอาสมุดบันทึกมาจดสิ่งที่ต้องตระเตรียม
แม่เตรียมรายการอาหารที่ลูกชอบ ดึงเอาผ้าห่มที่ลูกเคยชอบห่มมาปะชุนใหม่…
สำหรับคนอายุ 75 เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย
พอกลับถึงบ้าน ตอนอยู่บนเครื่องบิน เคยตั้งใจว่าจะขอกอดแม่ให้ชื่นใจสักครั้ง
…แต่พอมาเห็นแม่ แม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผอมแห้ง หน้าตาเหี่ยวย่นช่างไม่เหมือนแม่คนก่อนหน้านี้เลย…
แม่ใช้เวลาทั้งชั่วโมงเตรียมอาหารที่ลูกเคยชอบ
โดยที่หาทราบไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกไม่ได้ชอบอาหารแบบนั้นแล้ว
และเพราะแม่ตาไม่ค่อยดี รสชาติอาหารจึงแย่มากๆ บางจานก็เค็มจัด บางจานก็จืดสนิท
ผ้าห่มที่แม่อุตส่าห์เตรียมให้ ทั้งหนาทั้งหยาบ ไม่สบายกายเลย
แม่หารู้ไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกนอนห้องแอร์และใช้ผ้าห่มขนแกะแล้ว
… แต่เขาก็ไม่บ่นอะไร
เพราะเขาตั้งใจจะกลับมาเป็นเพื่อนแม่จริงๆ
สองสามวันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ จนไม่มีเวลาพักผ่อน
พอเริ่มได้พัก แม่ก็เริ่มพูดมาก สอนโน่นสอนนี่ พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น 10กว่าปีก่อนก็เคยพูดแล้ว
พอลูกบอกให้ฟังว่า ปรัชญาเหล่านั้นไม่ทันสมัยแล้วแม่ก็เริ่มนิ่งเงียบและเศร้าซึม
“เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ผมพบว่าสุขภาพแม่แย่ลง
โดยเฉพาะสายตา อาหารบางจานมีแมลงวันด้วย บางทีอาหารหกบนเตา แม่ก็เก็บใส่จานตามเดิม
ครั้นผมพยายามชวนแม่ไปกินนอกบ้าน แม่ก็บอกอาหารข้างนอกไม่สะอาด ของแปลกปลอมเยอะ
เมื่อผมบอกแม่ว่าจะหาคนรับใช้มาช่วยแม่สักคน แม่ก็โวยวายว่าแม่เองยังสามารถทำงานเลี้ยงดูเด็กให้ผู้อื่นได้เลย
ผมเลยพูดไม่ออกพอผมจะออกไปช้อปปิ้ง แม่ก็จะตามไปด้วย ทำเอาวันนั้นทั้งวัน พวกเราไม่ได้ไปช้อปปิ้งเลย…”
“พอพวกเราเริ่มคุยกันในเรื่องทันสมัย แม่ก็จะหาว่าพวกเราเพี้ยน
ผมก็เริ่มบอกแม่อย่างไม่ค่อยเกรงใจว่า แม่ นี่มันสมัยใหม่แล้ว แม่ต้องหัดมองโลกในแง่ใหม่ๆบ้าง…
ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่ ผมเริ่มขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ
และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้นแต่เราไม่เคยทะเลาะกันนะ
พอผมขัดแม่
แม่ก็หยุดกึกลง
ไม่พูดไม่จา
ในตามีแววเหม่อลอย
โลกซึมเศร้าแบบคนแก่ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ”
ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางกลับ
แม่ดึงกล่องกระดาษกล่องหนึ่งออกมาในนั้นเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัดเก็บไว้ ในช่วงที่ผมไปอยู่เมืองนอก
แม่เริ่มสนใจข่าวต่างประเทศเมื่อผมเดินทางไปนอก ทุกครั้งที่มีข่าวตึงเครียดในประเทศนั้นๆ แม่จะตัดข่าวเก็บไว้
ตั้งใจจะมอบให้ผมตอนที่ผมกลับมา
แม่พูดอยู่เสมอว่า อยู่นอกบ้านนอกเมืองต้องระวังตัวให้มากๆ
ครั้งหนึ่งมีเรื่องคนญี่ปุ่นต่อต้านและข่มเหงคนจีน มีการปะทะกันด้วย .. แม่เป็นห่วงมาก
ถามเพื่อนบ้านว่าจะส่งข่าวไปเตือนผมที่ญี่ปุ่นได้อย่างไรตอนนั้นผมสอนอยู่ที่ญี่ปุ่น”
แม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบากวางใส่ในมือผมเหมือนของวิเศษชิ้นหนึ่ง ..มันหนักมาก
ผมเริ่มรู้สึกลำบากใจเพราะผมไม่อยากนำกลับไป มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้วผมรู้ว่าแม่เก็บมันด้วยความยากลำบาก
แม่สายตาไม่ค่อยดี ต้องใช้แว่นขยาย อ่านได้วันละ 2 หน้าก็เก่งแล้ว นี่ยังตัดเก็บได้ขนาดนี้
ทันใดนั้นมีข่าวแผ่นหนึ่งปลิวหลุดลงมา
แม่รีบเอื้อมไปหยิบแต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม แม่กลับพับเก็บไว้ในกระเป๋าของตัวเอง
ผมรู้สึกเอะใจเลยถามว่า “แม่ นั่นกระดาษอะไร ขอผมดูหน่อยนะ” แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
จึงล้วงออกมาวางบนข่าวปึกนั้นแล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที
ผมหยิบแผ่นข่าวนั้นขึ้นมาดู มันเป็นบทความบทหนึ่ง ชื่อว่า “เมื่อฉันแก่ตัวลง”
ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2004
บทความนั้นคัดมาจากนิตยสารฉบับหนึ่งของเม็กซิโก …
เมื่อฉันแก่ตัวลง…..ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น
ขอโปรดเข้าใจฉัน
มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด
ถ้าฉันทำน้ำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง….ถ้าฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า
ขอให้คิดถึงตอนเธอเด็กๆ…ที่ฉันสอนเธอหัดทำทุกอย่าง
ถ้าฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆที่เธอรู้สึกเบื่อ….ขอให้อดทนสักนิด อย่าเพิ่งขัดฉัน
ตอนเธอยังเล็กๆ ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆซากๆ จนเธอหลับเลย
ถ้าฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลยนะ
ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆได้ไหม ฉันต้องทั้งกอดทั้งปลอบเพื่อให้….เธอยอมอาบน้ำ
ถ้าฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆโปรดอย่าหัวเราะเยาะฉัน….
จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทนตอบคำถาม “ทำไม ทำไม”ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม
ถ้าฉันเหนื่อยล้าจนเดินต่อไม่ไหว
ขอ….จงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉันเหมือนตอนที่ฉันพยุงเธอให้หัดเดินในตอนที่เธอยังเล็กๆ
หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่โปรดให้เวลาฉันคิดสักนิด
ที่จริงสำหรับฉันแล้ว…..กำลังพูดเรื่องอะไรไม่สำคัญหรอก
ขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน……ฉันก็พอใจแล้ว
ตอนนี้ถ้าเธอเห็นฉันแก่ตัวลง…ไม่ต้องเสียใจ…ขอให้เข้าใจฉัน….สนับสนุนฉัน
ให้เหมือนตอนที่ฉันสนับสนุนเธอตอนเธอเพิ่งเรียนรู้อะไรใหม่ๆ
ในตอนนั้น….ฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต
ตอนนี้….ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉันเดินไปให้สุดเส้นทางของชีวิต…โปรด….ให้ความรักและความอดทนต่อ..ฉัน
ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ….
ในแววตาอันฝ้าฟางของฉัน….มีแต่ความรักอันหาที่สิ้นสุดมิได้
ของฉันที่มีให้กับ……….เธอ
ผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบทันที…. เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ตอนนั้นแม่เดินออกมา ผมแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นตอนแรกแม่คงอยากให้ผมได้อ่านบทความนี้ หลังจากผมกลับไปแล้วจึงคะยั้นคะยอให้ผมนำข่าวปึกนั้นกลับไป
ตอนผมจัดกระเป๋าเดินทาง ผมต้องสละไม่เอาสูทกลับไป 1 ตัว
จึงยัดเก็บปึกข่าวเหล่านั้นเข้าไปได้รู้สึกแม่จะดีใจมากเหมือนกับว่าหนังสือพิมพ์เหล่านั้นเป็นยันต์โชคลาภสำหรับผมและเหมือนกับว่าการที่ผมยอมรับหนังสือพิมพ์เหล่านั้นผมได้กลับมาเป็นเด็กดีของแม่อีกครั้งหนึ่งแม่ตามมาส่งผมจนถึงรถแท็กซี่เลยที่เดียว
หนังสือพิมพ์ที่ผมนำกลับมาเหล่านั้น ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรเลย แต่บทความ “เมื่อฉันแก่ตัวลง” บทนั้น ผมได้ตัดเก็บไว้ในกรอบ เอาไว้ข้างตัวฉันตลอดไป
ตอนนี้ ผมขออุทิศบทความนี้ ให้กับลูกๆทั้งที่พเนจรและไม่ได้พเนจรทั้งหลาย…ถ้ามีเวลาว่างก็แวะไปหาท่านหรือไม่ก็โทรไปหาท่านบ้าง บอกท่านว่าคุณอยากกินอาหารที่ท่านทำเสมอ….ท่านไม่ได้ต้องการอะไรจากเรามากไปกว่า…แค่ได้รับรู้ว่า
เราสุขสบายดี..ถ้าหากเราไม่สามารถไปเยี่ยมท่านได้….ตอนคุยโทรศัพท์กับท่าน… โปรดยิ้มให้กว้างๆและยิ้มบ่อยๆ…แม้ท่านจะมองไม่เห็น..แต่ท่านจะรู้สึกได้…… คำว่าอนาคตที่สวยงามที่เราบอกไปในตอนแรก เราขอขยายความว่า มันคือ อนาคต
ที่คุณและ พ่อแม่คุณจะได้มีความรักความเข้าใจต่อกันมากๆ….มากกว่าที่คุณเคยคิดว่าคุณจะมีให้ท่านได้
ขอให้ทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้เป็นลูกที่ดี มีอนาคตที่ดี เพื่อคุณพ่อและแม่
Aug 29
รัฐบาลใดใช้ความรุนแรงกับประชาชน
รัฐบาลนั้นย่อมขาดความชอบธรรมในการปกครองประเทศ ……
รัฐที่สมบูรณ์แบบในอุดมการณ์ของขงจื๊อ จะต้องเป็นรัฐที่ “ประชาชนมีอาหารเพียงพอ มีกำลังทหารพอสมควร และประชาชนจะต้องมีความเชื่อถือผู้ปกครอง”
มีผู้ถามว่า “ในองค์ประกอบ 3 ข้อนั้น ข้อไหนมีความสำคัญยิ่งใหญ่กว่ากัน”
ขงจื๊อตอบว่า “รัฐบาลยังคงอยู่ได้โดยปราศจากกำลังทหาร”
ผู้สงสัยยังถามต่ออีกว่า “และถ้าท่านถูกบังคับให้สละหนึ่งในสองที่เหลือนั้น ข้อไหนรัฐบาลจะอยู่ต่อไปโดยปราศจากมันได้”
ขงจื๊อตอบว่า “ข้าพเจ้าเลือกที่จะขจัดเรื่องอาหารเพียงพอออกไปได้ ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์เป็นต้นมา มีคนตายโดยอดอาหารอยู่ทุกๆ ชั่วคน แต่ชาติจะคงอยู่ไม่ได้โดยปราศจากความเชื่อถือของประชาชน”*
Jun 25
ขึ้นข้อความนี้ไว้เมื่อ 06/09/07 ที่ deesidotcom.multiply.com
หลังจากที่เขียนเอาไว้ ในเวบบอร์ดงานสัมมนาโฆษณาไทยยกพลขึ้นคานส์
หลายคนคิดว่าตัวเองไม่มีส่วนร่วม เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของงาน
หลายคนวิพากษ์ วิจารณ์ข้อเสียของคนอื่นได้ดี ..จนลืมมองหาข้อดีของตัวเอง
หลายคนหวังว่าจะให้คนตัดสินอย่างผมชื่นชม ..จนลืมไปว่าพวกคุณเองที่ทำงาน แสดงความชื่นชมกันเอง ง่ายกว่า
หลายคนยังยึดติดกับเรื่องราวค้างคาใจ.. จนไม่ได้ไปถึงไหน
กว่าจะรู้ตัว เพื่อนก็ไปไกลแล้ว
ยังมีอีกหลายคนมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ตรงหน้า
และมีหลายคนรู้ว่า เมื่อเกิดปัญหา.. เขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง
เขียนไว้เป็นกึ่งความเรียง(ส่วนใครจะตีความว่าเป็นความในใจ หรือความแค้น ความหลัง ก็สุดแท้แต่) ในเวบบอร์ดงานสัมมนาโฆษณาไทยยกพลขึ้นคานส์ ภายหลังจากการวิพากษ์วิจารณ์งานอย่างเผ็ดร้อนจนลืมเพื่อนของนักศึกษาที่จัดงาน นำมาฝากไว้ให้อ่านกัน เผื่อจะสร้างพุทธิปัญญากันต่อไป
Jun 25

ขึ้นข้อความนี้ไว้เมื่อ 24/09/07 ที่ deesidotcom.multiply.com
ชื่นชอบคุณประภาส ชลศรานนท์ (จิก) มันสมองสำคัญของ workpoint และในฐานะของเฉลียงที่ไม่ได้ขึ้นเวที(ยกเว้น : คอนเสิร์ทเรื่องราวบนแผ่นไม้) คำที่พี่จิกเคยเขียนไว้ว่า ถ้ามีเงิน 2 บาท ให้ใช้เงินบาทแรก ซื้อข้าว ส่วนอีกบาท ซื้อดอกไม้ ยังเป็นคติที่ทำให้ใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขในทุกวัน
ได้มีโอกาสอ่านหนังสือแพรว ฉบับล่าสุด ที่มีบทสัมภาษณ์ของคุณปัญญา นิรันดร์กุล(ตา) และคุณประภาส ชลศรานนท์ (จิก) คำพูดของพี่จิกโดนใจอย่างแรงอีกครั้ง
ใครๆเขาก็ว่าผมเป็นนักคิด ภาพพจน์ฟังดูเป็นคนเครียดๆ นั่งเค้น นั่งคิดทั้งวัน แต่ในความเป็นจริงผมรักธรรมชาติมาก แม้แต่การคิด ผมก็เพียงทำตัวให้เป็นธรรมชาติ ไม่กดดันความคิดตัวเอง คิดอะไรต่อมิอะไรเหมือนกำลังหายใจอยู่ ผมว่าความเป็นธรรมชาติโดนใจมนุษย์ที่สุด คำแนะนำเดียวที่จะมีให้รุ่นน้อง คือ ต้องทำงานหนัก ไม่ว่าจะนักคิด นักเขียน หรือนักอะไร การทำงานหนักเป็นคุณสมบัติข้อแรกของคนที่จะพลิกโลกได้ แต่อย่าโหมเกินไป ถ้าเปรียบคือการวิ่งจ๊อกกิ้งนานๆ ให้ฮอร์โมนหลั่ง อย่าเร่งจนเหนื่อย จนล้ม ในขณะเดียวกัน ก็อย่าหยุดวิ่ง
แต่ข้อที่ต้องเตือนเด็กรุ่นใหม่มากๆ ก็คือ อย่าอยาก “เป็น” แต่จงอยาก”ทำ” ไม่ว่าจะนักแสดง นักเขียน วิศวกร หมอ เราต้องอยากแสดง อยากเขียน อยากออกแบบ อยากรักษาผู้คนก่อน เพราะการที่เราอยากเป็นนั่น คือเราคิดถึงตอนที่มันสำเร็จแล้ว ผมเป็นนักเขียน เพราะผมอยากเขียนหนังสือ ไม่ใช่อยากเป็นนักเขียน ถามนักแสดงตลกทุกคนดูก็ได้ ว่าทำไมเขาถึงมาเป็นนักแสดงตลก คำตอบของเขา คือ เขารักที่จะเห็นผู้คนหัวเราะ
(ตัดตอนจากบทสัมภาษณ์คุณปัญญา นิรันดร์กุลและคุณประภาส ชลศรานนท์ The Perfect Duo โดย ปารัณ-ศิริน ภาพโดย อิทธิศักดิ์ บุญปราศภัย ในหนังสือแพรว ปีที่ 29 ฉบับที่673 หน้า232 -242)
Jun 25
ขึ้นข้อความนี้ไว้เมื่อ 22/08/07 ที่ deesi.com
วันนี้เปิดเรื่อง Bambino ให้เด็กๆโฆษณาปี4 ดูกัน น่าเสียดายที่หลายคนไม่ได้ดูด้วย เป็นเรื่องของชายหนุ่มที่ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อเป็นเชฟ(กุ๊ก)ร้านอาหารอิตาลี แต่เจ้าของร้านบอกให้ทำงานเป็นพนักงานเสิร์พก่อน เพราะถ้าไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจลูกค้า ก็คงเป็นเชฟที่ดีไม่ได้ ..
อ.ทิมกะอ.ตั้ม ยังคิดว่าผมจะสอนวิชาทำครัวให้เด็กโฆษณาซะแล้ว .. 555
เด็กเอกโฆษณา ช่วงนี้อาจเจอภาวะกดดันกันพอสมควร ..ที่เคยเรียนสนุก ลุกนั่งสบาย ..บางทีผู้สอนก็หายไปนานจนนักศึกษาลืม แถมยังมีหน้ามาบอกอีกว่าสอนคุ้มค่าเทอมแล้ว.. มาปีนี้ ปีสุดท้าย แทนที่จะได้สบายๆ กลายเป็นว่าชีวิตมีแต่ความกดดัน มีแต่งานและการแข่งขัน คงเป็นธรรมชาติของพวกเราอยู่เอง ที่ดู ๆแล้วไม่ค่อยจะมีวินัย เหมือนเด็กเอกอื่นเขา พอจะเอาจริง เอาจังขึ้นมาก็เลยดูเกร็งกันไปใหญ่
เหลือเวลาไม่ถึง สองอาทิตย์ดีกับงานที่เรียกว่า ฝากทิ้งท้ายเอาไว้ของทั้งเด็กวิชาเอก วิชาโท การโฆษณา ทั้งภาคปกติและภาคสมทบ ..ผ่านงานนี้ไปแล้ว คงไม่มีโอกาสได้กลับมาทำงานร่วมกันอีก ทั้งคุณและผม รวมถึงคุณและเพื่อนๆทุกคน
จริงๆแล้ว ก็เป็นแค่อีกงาน ที่คุณอาจมองว่าแลกมาด้วยคะแนน เพื่อจะจบ เพื่อจะได้ปริญญา
ผ่านงานวันนั้นไปแล้ว จะมีใครจดจำ ?
.. อย่างน้อยก็มีคุณคงหนึ่งละที่จะจำได้
.. จำเรื่องราวที่เรารู้สึกเหนื่อยหน่าย ท้อแท้
.. จำได้ว่ามีคนบางคนที่พร้อมจะอยู่กับเรา ช่วยเรา ปลอบใจเรา
.. หรือถ้าคิดว่าน้อยไป ก็คงมีผมอีกคน
.. เรื่องหลายเรื่อง เมื่อผ่านไปแล้ว ก็ไม่หวนคืนมาอีก แต่ทุกครั้งที่ได้ระลึกถึง ได้พูดถึง ก็ทำให้ยิ้มได้อย่างสุขใจทุกครั้ง
วันนี้ ตั้งใจว่าจะคุยกันเรื่องงานสัมมนา แต่นักศึกษาไม่พร้อมจะคุย เลยเปิดเรื่อง Bambino ให้ดูกัน
พร้อมขอ 3 ข้อก่อนจัดงานสัมมนา (ซึ่งได้มาจากการดูหนัง?)
ข้อแรก เราทำงานกันเป็นทีม ทุกคนมีงานของตน แต่ถ้ามีปัญหา ทุกคนต้องพร้อมที่จะช่วยกันแก้ไข ไม่ใช่ฝากเป็นภาระให้ใครคนใดคนหนึ่งมาตามแก้ หรือต้องรับผิดชอบ
ข้อสอง เมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง การตำหนิ หรือการกล่าวขอโทษไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น
ข้อสาม ผมชอบประโยคนี้มาก ในเรือง Bambino หัวหน้าพ่อครัวฝากประโยคเด็ดให้กับแบมบี้(พระเอก)ที่ทำงานเสิร์พอาหารแบบซังกะตายว่า ถ้าไม่มุ่งมั่นกับงานที่ทำอยู่ตรงหน้า ก็ไม่มีสิทธิ์พูดถึงความฝันของตัวเอง ..ไม่มีประโยชน์เลย ถ้าคุณไม่ได้รู้สึกมุ่งมั่นกับสิ่งที่ทำอยู่ หรือแค่ทำแบบขอไปที เพราะทุกคนทำงานกันเป็นทีม ทุกๆคนมีปัญหาส่วนตัวกันทุกคน ทุกๆคนต้องสละเวลาส่วนตัวของตัวเองมาเพื่อทำงานร่วมกัน
..เป็นการเห็นแก่ตัวมาก ที่ปากกล่าวคำขอโทษ แต่ใจยังไม่เต็มร้อยกับงานที่ทำ
วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจัดงานสัมมนานักศึกษา ไม่ใช่การแสดงศักยภาพให้คนอื่นเห็น..ประเด็นสำคัญที่พวกคุณอาจลืมเลือนไป คือ การที่พวกคุณจะได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน ..เป็นครั้งสุดท้าย
หลังจากนี้ ทุกคนจะต้องเดินไปตามเส้นทางของตัวเอง
จัดงานยิ่งใหญ่ได้ แต่รักกันไม่ได้ ..ความสามารถมี แต่มิตรภาพไม่มี ..ก็อย่าจัดงานเลย
Jun 21
… เว็บไซต์นี้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็น สะพานเชื่อมต่อความคิดหลากหลาย ที่วนเวียนไปมาอยู่ในมโนสำนึก
… บางความคิดหล่นหายไปท่ามกลาง กระแสสังคมที่เร่งร้อน-รวดเร็ว บางความคิด ยังไม่ตกผลึกดี รอเพียงวันเวลาที่จะได้อวดแย้ม ประหนึ่งหยาดน้ำค้างในแสงแรก แห่งรุ่งอรุณ.. บนรอยทางแห่งการเรียนรู้อันไม่สิ้นสุด…